ตรวจพบก้อนไทรอยด์ ทำยังไงต่อ — คู่มือทีละขั้นจากทีมแพทย์ YOUNIFY ตั้งแต่ตรวจเลือด อัลตราซาวด์ เจาะตรวจเซลล์ ไปจนถึงทางเลือกติดตาม ผ่าตัด และจี้ก้อนด้วยคลื่นวิทยุ
สารบัญ
สรุปสำคัญ
- เส้นทางตรวจก้อนไทรอยด์มีลำดับที่ชัดเจน คือ ซักประวัติและตรวจร่างกาย ตรวจเลือดดูการทำงานของต่อมไทรอยด์ อัลตราซาวด์เพื่อดูลักษณะก้อน แล้วจึงพิจารณาว่าจำเป็นต้องเจาะตรวจเซลล์หรือไม่
- ก้อนไทรอยด์พบได้บ่อยมาก อัลตราซาวด์ตรวจเจอในผู้ใหญ่ราวครึ่งหนึ่ง และมีเพียงประมาณ 5% เท่านั้นที่เป็นมะเร็ง ก้อนส่วนใหญ่จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องตกใจ
- ไม่ใช่ทุกก้อนที่ต้องเจาะตรวจ และไม่ใช่ทุกก้อนที่ต้องรักษา การนัดติดตามด้วยอัลตราซาวด์เป็นระยะถือเป็นผลลัพธ์ที่ถูกต้องและพบได้บ่อยที่สุด
- การจี้ก้อนไทรอยด์ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) เป็นทางเลือกสำหรับก้อนที่ยืนยันแล้วว่าไม่ใช่เนื้อร้ายจากการเจาะตรวจเท่านั้น ก้อนที่เป็นหรือสงสัยว่าเป็นมะเร็งต้องดูแลด้วยแนวทางคนละแบบ
ตรวจพบก้อนไทรอยด์ ทำยังไงต่อ
เมื่อตรวจพบก้อนไทรอยด์ ลำดับขั้นมาตรฐานคือ ซักประวัติและตรวจร่างกาย แล้วเจาะเลือดดูการทำงานของต่อมไทรอยด์ ตามด้วยอัลตราซาวด์เพื่อดูลักษณะก้อนอย่างละเอียด จากนั้นแพทย์จึงจะบอกได้ว่าก้อนนี้ควรเจาะตรวจเซลล์หรือเพียงนัดติดตาม ไม่มีขั้นตอนใดที่ต้องรีบทำในวันเดียว
ก้อนไทรอยด์เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด เมื่อใช้อัลตราซาวด์ตรวจ จะพบก้อนในต่อมไทรอยด์ได้ราวครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่ และในบรรดาก้อนทั้งหมดนั้น มีเพียงประมาณ 5% ที่ผลตรวจออกมาเป็นมะเร็ง ส่วนที่เหลือเป็นถุงน้ำ ก้อนเนื้อธรรมดา หรือการเปลี่ยนแปลงจากภาวะอักเสบ หากคุณยังไม่แน่ใจว่าก้อนที่คอเกิดจากอะไรได้บ้าง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ก้อนที่คอและก้อนไทรอยด์เกิดจากอะไร
บทความนี้ทีมแพทย์ YOUNIFY เรียบเรียงขึ้นเพื่อให้คุณเห็นภาพทั้งเส้นทางล่วงหน้า ว่าแต่ละขั้นตรวจอะไร ทำไมต้องตรวจ และผลแต่ละแบบนำไปสู่ทางเลือกอะไรบ้าง
- ขั้นที่ 1 ซักประวัติและตรวจร่างกายบริเวณลำคอ
- ขั้นที่ 2 เจาะเลือดดูการทำงานของต่อมไทรอยด์ (TFT)
- ขั้นที่ 3 อัลตราซาวด์ต่อมไทรอยด์ พร้อมประเมินความเสี่ยงจากลักษณะก้อน
- ขั้นที่ 4 พิจารณาเจาะตรวจเซลล์ด้วยเข็มเล็ก (FNA) เฉพาะก้อนที่เข้าเกณฑ์
- ขั้นที่ 5 วางแผนถัดไป ได้แก่ ติดตามเป็นระยะ ผ่าตัด หรือจี้ก้อนด้วยคลื่นวิทยุในก้อนที่ยืนยันว่าไม่ใช่เนื้อร้าย
ก้อนไทรอยด์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน การนัดตรวจภายในไม่กี่สัปดาห์ถือว่าเหมาะสม ยกเว้นกรณีที่มีอาการเตือน เช่น ก้อนโตเร็วผิดปกติภายในไม่กี่สัปดาห์ เสียงแหบที่ไม่ดีขึ้น กลืนหรือหายใจลำบาก หรือคลำได้ต่อมน้ำเหลืองที่คอแข็งติดแน่น กรณีเหล่านี้ควรพบแพทย์เร็วขึ้น
ขั้นที่ 1 ซักประวัติและตรวจร่างกาย
ขั้นแรกไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ แพทย์จะถามว่าก้อนเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร โตขึ้นเร็วแค่ไหน มีอาการกดเบียดหรือไม่ มีประวัติฉายรังสีบริเวณศีรษะและลำคอในวัยเด็กหรือประวัติมะเร็งไทรอยด์ในครอบครัวหรือไม่ แล้วจึงคลำต่อมไทรอยด์และต่อมน้ำเหลืองที่คอ
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ เพราะปัจจัยอย่างประวัติฉายรังสีที่ลำคอ ประวัติครอบครัว ก้อนที่โตเร็ว เสียงแหบเรื้อรัง หรือก้อนที่คลำแล้วแข็งและขยับไม่ได้ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงต่างออกไป และอาจตัดสินใจเจาะตรวจเร็วขึ้นแม้ก้อนจะยังไม่ใหญ่
การซักประวัติยังช่วยแยกอาการที่มาจากฮอร์โมนออกจากอาการที่มาจากตัวก้อนเอง เช่น ใจสั่น มือสั่น น้ำหนักลด ขี้ร้อน อาจบ่งถึงต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน ขณะที่อ่อนเพลีย ขี้หนาว น้ำหนักขึ้น ท้องผูก อาจบ่งถึงการทำงานที่น้อยเกิน ทั้งสองแบบส่งผลต่อแผนการตรวจในขั้นถัดไป
ขั้นที่ 2 ตรวจเลือดดูการทำงานของต่อมไทรอยด์
การเจาะเลือดตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ (thyroid function test หรือ TFT) มักเริ่มจากค่า TSH เป็นหลัก จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อบอกว่าก้อนเป็นมะเร็งหรือไม่ เพราะเลือดบอกเรื่องนั้นไม่ได้ แต่เพื่อดูว่าต่อมไทรอยด์ทำงานปกติ ทำงานมากเกิน หรือทำงานน้อยเกิน
ผลเลือดมีผลต่อเส้นทางถัดไปจริง ๆ ถ้าค่า TSH ต่ำกว่าปกติ แปลว่าอาจมีก้อนที่ผลิตฮอร์โมนเองมากเกิน ในกรณีนี้แพทย์มักพิจารณาตรวจสแกนไทรอยด์เพื่อดูว่าก้อนนั้นทำงานมากผิดปกติหรือไม่ก่อน เพราะก้อนลักษณะนี้มีโอกาสเป็นมะเร็งต่ำ และดูแลด้วยแนวทางที่ต่างออกไป
ถ้าค่าการทำงานอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือสูงกว่าปกติ เส้นทางจะเดินต่อไปที่อัลตราซาวด์และการประเมินลักษณะก้อนตามปกติ บางกรณีแพทย์อาจส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ระดับแอนติบอดีต่อไทรอยด์ เมื่อสงสัยภาวะไทรอยด์อักเสบเรื้อรังร่วมด้วย
ขั้นที่ 3 อัลตราซาวด์และการประเมินความเสี่ยงของก้อน
อัลตราซาวด์เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดในเส้นทางนี้ ใช้เวลาไม่นาน ไม่มีรังสี และไม่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ แพทย์จะดูว่าก้อนมีกี่ก้อน ขนาดเท่าไร เป็นถุงน้ำหรือเนื้อ ขอบเรียบหรือไม่ มีหินปูนจุดเล็กหรือไม่ รูปร่างสูงกว่ากว้างหรือไม่ และต่อมน้ำเหลืองที่คอมีลักษณะผิดปกติร่วมด้วยหรือเปล่า
ลักษณะเหล่านี้ถูกนำมารวมกันเป็นระดับความเสี่ยง ซึ่งแนวทางสากลใช้เป็นตัวกำหนดว่าก้อนควรได้รับการเจาะตรวจเมื่อใด หลักการคือ ยิ่งลักษณะบนภาพน่าสงสัยมากเท่าไร ยิ่งพิจารณาเจาะตรวจที่ขนาดเล็กลงเท่านั้น ส่วนก้อนที่ภาพดูไม่น่าสงสัยเลย มักรอให้มีขนาดใหญ่พอสมควรก่อนจึงจะเจาะ หรืออาจติดตามอย่างเดียวก็เพียงพอ
| ลักษณะก้อนจากอัลตราซาวด์ | แนวโน้มความเสี่ยง | แนวทางเรื่องการเจาะตรวจ (โดยประมาณ) |
|---|---|---|
| ถุงน้ำใสล้วน หรือเป็นน้ำเกือบทั้งก้อน | ต่ำมาก | โดยทั่วไปไม่ต้องเจาะเพื่อวินิจฉัย อาจเจาะเพื่อระบายเฉพาะเมื่อก้อนโตจนมีอาการ |
| ก้อนเนื้อที่ภาพดูไม่น่าสงสัย ขอบเรียบ สีสม่ำเสมอ ไม่มีหินปูนจุดเล็ก | ต่ำ | มักพิจารณาเจาะเมื่อก้อนมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ถ้ายังเล็กมักติดตามด้วยอัลตราซาวด์ |
| ก้อนที่ลักษณะก้ำกึ่ง ไม่ชัดว่าน่าสงสัยหรือไม่ | ปานกลาง | มักพิจารณาเจาะเมื่อก้อนมีขนาดปานกลางขึ้นไป |
| ก้อนที่มีลักษณะน่าสงสัย เช่น ขอบไม่เรียบ สูงมากกว่ากว้าง มีหินปูนจุดเล็ก เนื้อทึบสีเข้ม | สูงขึ้น | พิจารณาเจาะตั้งแต่ก้อนยังมีขนาดเล็กกว่ากลุ่มอื่น |
| ก้อนใดก็ตามที่พบต่อมน้ำเหลืองที่คอผิดปกติร่วมด้วย | ต้องประเมินเป็นพิเศษ | มักเจาะตรวจทั้งก้อนและต่อมน้ำเหลือง โดยไม่รอให้ก้อนโตขึ้น |
ตัวเลขขนาดที่ใช้ตัดสินใจจริงแตกต่างกันเล็กน้อยตามแนวทางแต่ละฉบับ และแพทย์จะพิจารณาร่วมกับประวัติ อายุ และความกังวลของผู้ป่วยเสมอ ตารางนี้จึงเป็นภาพรวมเชิงหลักการเพื่อให้คุณเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังคำแนะนำที่ได้รับ ไม่ใช่เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจแทนการตรวจจริง
ขั้นที่ 4 การเจาะตรวจเซลล์ด้วยเข็มเล็ก (FNA) จำเป็นทุกคนไหม
ไม่จำเป็นทุกคน การเจาะตรวจเซลล์ด้วยเข็มเล็กหรือ FNA จะทำเฉพาะก้อนที่เข้าเกณฑ์ตามลักษณะบนอัลตราซาวด์และขนาดเท่านั้น ก้อนจำนวนมากผ่านการประเมินแล้วพบว่าเพียงนัดอัลตราซาวด์ซ้ำเป็นระยะก็เพียงพอ ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่ถูกต้อง ไม่ใช่การละเลย
สำหรับคนที่ต้องเจาะ ขั้นตอนจริงเรียบง่ายกว่าที่หลายคนจินตนาการไว้มาก แพทย์จะให้นอนหงายหนุนไหล่เล็กน้อยเพื่อแหงนคอ ทำความสะอาดผิวหนัง ฉีดยาชาเฉพาะที่ แล้วใช้เข็มขนาดเล็กใกล้เคียงเข็มเจาะเลือดแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในก้อนภายใต้การนำทางด้วยอัลตราซาวด์ตลอดเวลา เพื่อดูดเซลล์ออกมาส่งตรวจ
- ใช้เข็มขนาดเล็ก ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ และไม่มีแผลเย็บ
- ทำภายใต้อัลตราซาวด์เพื่อให้เข็มเข้าตำแหน่งที่ต้องการจริง ๆ
- แต่ละครั้งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที มักดูดเซลล์ 2-3 ตำแหน่งในก้อนเดียวกัน
- ความรู้สึกส่วนใหญ่คือตึงและจี๊ดตอนแทงเข็ม หลายคนบอกว่าใกล้เคียงกับการเจาะเลือด แต่ความรู้สึกแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล
- หลังทำอาจมีเจ็บตึงที่คอหรือจ้ำเลือดเล็กน้อยราว 1-2 วัน กลับบ้านได้เลยและใช้ชีวิตได้ตามปกติ
สิ่งที่ควรทราบล่วงหน้าคือ การเจาะครั้งเดียวอาจไม่ได้คำตอบเสมอไป บางครั้งเซลล์ที่ดูดออกมามีไม่มากพอให้พยาธิแพทย์อ่านผลได้ ในกรณีนี้แพทย์จะนัดเจาะซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการตรวจชนิดนี้ ไม่ได้แปลว่าผลผิดปกติหรือมีอะไรน่ากังวลเป็นพิเศษ
ผลเจาะตรวจบอกอะไรบ้าง
ผลการเจาะตรวจเซลล์ไทรอยด์ถูกจัดเป็นกลุ่มมาตรฐานสากลที่เรียกว่าระบบ Bethesda เพื่อให้แพทย์ทุกที่สื่อสารตรงกันว่าเซลล์ที่เห็นบอกอะไร และแต่ละกลุ่มมีโอกาสเป็นเนื้อร้ายมากน้อยเพียงใด อธิบายอย่างง่ายได้เป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
- ตัวอย่างไม่เพียงพอต่อการประเมิน หมายถึงดูดเซลล์ออกมาได้น้อยเกินกว่าจะอ่านผล มักนัดเจาะซ้ำอีกครั้ง
- ไม่ใช่เนื้อร้าย เป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด ส่วนใหญ่ตามด้วยการติดตามด้วยอัลตราซาวด์เป็นระยะโดยไม่ต้องผ่าตัด
- ก้ำกึ่งหรือสรุปไม่ได้ชัดเจน เซลล์มีลักษณะผิดปกติบางอย่างแต่ยังไม่พอจะบอกได้ว่าเป็นอะไร มักตามด้วยการเจาะซ้ำ การตรวจเพิ่มเติม หรือการผ่าตัดเพื่อวินิจฉัยในบางราย
- สงสัยว่าเป็นเนื้อร้าย ลักษณะเซลล์เข้าได้กับมะเร็งค่อนข้างมากแต่ยังไม่ชัดเจนพอ มักแนะนำการผ่าตัด
- เป็นเนื้อร้าย ลักษณะเซลล์ชัดเจน แนวทางหลักคือการผ่าตัดและวางแผนการดูแลต่อเนื่องกับทีมแพทย์
เมื่อดูภาพรวมทั้งหมด ก้อนไทรอยด์ราว 95% ไม่ใช่มะเร็ง ผลที่คนส่วนใหญ่ได้รับจึงเป็นกลุ่มไม่ใช่เนื้อร้าย และคำแนะนำที่ตามมามักเป็นการนัดติดตาม ไม่ใช่การรักษาทันที การเข้าใจจุดนี้ล่วงหน้าช่วยลดความกังวลระหว่างรอผลได้มาก
อีกเรื่องที่ควรเข้าใจคือผลกลุ่มก้ำกึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง แต่แปลว่าข้อมูลยังไม่พอจะสรุป การตัดสินใจในกลุ่มนี้จึงอาศัยหลายอย่างประกอบกัน ทั้งภาพอัลตราซาวด์ ขนาดก้อน อาการ อายุ และความต้องการของผู้ป่วยเอง
ผลออกมาแล้วมีทางเลือกอะไรบ้าง
หลังทราบผล เส้นทางจะแยกออกเป็นสามแบบหลัก คือ ติดตามอย่างเดียว ผ่าตัด หรือรักษาก้อนโดยไม่ผ่าตัดในรายที่ยืนยันแล้วว่าไม่ใช่เนื้อร้ายและมีอาการรบกวน แต่ละทางเลือกมีข้อบ่งชี้ของตัวเอง และไม่ใช่ว่าทางเลือกที่ทำอะไรมากกว่าจะเหมาะกว่าเสมอไป
การติดตามเป็นทางเลือกที่พบบ่อยที่สุดสำหรับก้อนที่ไม่ใช่เนื้อร้าย ขนาดไม่ใหญ่ และไม่มีอาการ โดยทั่วไปคือนัดอัลตราซาวด์ซ้ำเป็นระยะเพื่อดูว่าก้อนโตขึ้นหรือเปลี่ยนลักษณะหรือไม่ ถ้าก้อนคงที่และไม่มีอาการ การไม่ทำอะไรเพิ่มคือแนวทางที่เหมาะสม
การผ่าตัดยังคงเป็นแนวทางหลักเมื่อผลเจาะตรวจเป็นเนื้อร้ายหรือสงสัยว่าเป็นเนื้อร้าย รวมถึงก้อนขนาดใหญ่มากที่กดเบียดหลอดลมหรือหลอดอาหาร หรือก้อนที่ยื่นลงไปในช่องอก การผ่าตัดมีผลตามมาที่ควรทราบล่วงหน้า เช่น หลังตัดต่อมไทรอยด์ออกหนึ่งข้าง มีผู้ป่วยราว 30% ที่เกิดภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำตามมา และประมาณ 1 ใน 4 ต้องรับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน อ่านรายละเอียดว่าเมื่อไรจำเป็นต้องผ่าตัดจริงได้ที่ก้อนไทรอยด์ต้องผ่าตัดไหม
สำหรับก้อนที่การเจาะตรวจยืนยันแล้วว่าไม่ใช่เนื้อร้าย แต่ก้อนโตจนเห็นชัด รู้สึกตึงคอ กลืนติด หรือกระทบความมั่นใจ การจี้ก้อนด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำผ่านผิวหนังโดยไม่ต้องผ่าตัด งานวิจัยพบว่าก้อนมักยุบลงราว 50-80% ของปริมาตรภายใน 6-12 เดือน แม้ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและลักษณะของก้อน หากอยากเปรียบเทียบสองวิธีนี้แบบเคียงข้างกัน อ่านได้ที่จี้ก้อนไทรอยด์เทียบกับการผ่าตัด
ข้อจำกัดสำคัญที่ต้องย้ำคือ RFA ใช้กับก้อนที่ยืนยันแล้วว่าไม่ใช่เนื้อร้ายจากการเจาะตรวจเท่านั้น ก้อนที่เป็นมะเร็งหรือสงสัยว่าเป็นมะเร็งต้องดูแลด้วยแนวทางคนละแบบ และไม่ควรใช้ RFA แทนการผ่าตัดในกรณีเหล่านั้น
ที่ YOUNIFY Clinic ทีมแพทย์จะประเมินตั้งแต่อัลตราซาวด์ ผลเลือด และผลเจาะตรวจ ก่อนคุยทางเลือกร่วมกับคุณ บริการจี้ก้อนไทรอยด์ราคาเริ่มต้น ฿79,000 คลินิกอยู่ชั้น 2 ห้อง 214 อาคารยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ 323 ถนนสีลม บางรัก กรุงเทพฯ เดินทางสะดวกจาก BTS ศาลาแดง เปิดทุกวัน 11:00-20:00 น. สอบถามได้ที่ 081-556-9696 หรือ LINE @younifyclinic
คำถามที่พบบ่อย
ตรวจพบก้อนไทรอยด์ ต้องรีบไปหาหมอเลยไหม
ในกรณีทั่วไปไม่ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน การนัดตรวจภายในไม่กี่สัปดาห์ถือว่าเหมาะสม แต่ควรพบแพทย์เร็วขึ้นหากก้อนโตเร็วผิดปกติภายในไม่กี่สัปดาห์ เสียงแหบที่ไม่ดีขึ้น กลืนหรือหายใจลำบาก หรือคลำได้ต่อมน้ำเหลืองที่คอแข็งติดแน่น
ก้อนไทรอยด์ทุกก้อนต้องเจาะตรวจไหม
ไม่ใช่ทุกก้อน การเจาะตรวจพิจารณาจากลักษณะก้อนบนอัลตราซาวด์ร่วมกับขนาดและประวัติ ก้อนที่ภาพดูไม่น่าสงสัยและขนาดไม่ใหญ่ มักติดตามด้วยอัลตราซาวด์เป็นระยะก็เพียงพอ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ถูกต้องตามแนวทางสากล
เจาะตรวจก้อนไทรอยด์เจ็บมากไหม
ใช้เข็มขนาดเล็กใกล้เคียงเข็มเจาะเลือด ร่วมกับยาชาเฉพาะที่และทำภายใต้อัลตราซาวด์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่รู้สึกตึงและจี๊ดขณะแทงเข็ม ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที หลังทำอาจเจ็บตึงหรือมีจ้ำเลือดเล็กน้อย 1-2 วัน ทั้งนี้ความรู้สึกแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล
ถ้าเจาะแล้วผลบอกว่าตัวอย่างไม่พอ ต้องทำอย่างไร
แพทย์มักนัดเจาะซ้ำอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้ตามปกติของการตรวจชนิดนี้ ไม่ได้แปลว่าก้อนผิดปกติมากขึ้น การเจาะซ้ำภายใต้อัลตราซาวด์ช่วยเพิ่มโอกาสได้เซลล์ที่มากพอต่อการอ่านผล
ผลเจาะตรวจออกมาว่าไม่ใช่เนื้อร้าย ต้องรักษาต่อไหม
ส่วนใหญ่ไม่ต้องรักษา เพียงนัดติดตามด้วยอัลตราซาวด์เป็นระยะ จะพิจารณารักษาเมื่อก้อนโตจนมีอาการ เช่น ตึงคอ กลืนติด หายใจไม่สะดวก หรือกระทบรูปลักษณ์ ซึ่งทางเลือกมีทั้งการผ่าตัดและการจี้ก้อนด้วยคลื่นความถี่วิทยุ
จี้ก้อนไทรอยด์ด้วยคลื่นวิทยุใช้กับก้อนมะเร็งได้ไหม
ไม่ได้ แนวทางปัจจุบันใช้ RFA กับก้อนที่ยืนยันจากการเจาะตรวจแล้วว่าไม่ใช่เนื้อร้ายเท่านั้น ก้อนที่เป็นหรือสงสัยว่าเป็นมะเร็งต้องดูแลด้วยแนวทางคนละแบบ ซึ่งการผ่าตัดยังคงเป็นวิธีหลัก
แหล่งอ้างอิง
- 2015 American Thyroid Association Management Guidelines for Adult Patients with Thyroid Nodules and Differentiated Thyroid Cancer (Thyroid. 2016;26(1):1–133. PMID: 26462967)
- 2017 Thyroid Radiofrequency Ablation Guideline: Korean Society of Thyroid Radiology (Korean J Radiol. 2018;19(4):632–655. PMID: 29962870)
- Efficacy and Safety of Radiofrequency Ablation Versus Observation for Nonfunctioning Benign Thyroid Nodules: A Randomized Controlled International Collaborative Trial (Thyroid. 2015;25(8):890–896. PMID: 26061686)
- Prevalence of and risk factors for hypothyroidism after hemithyroidectomy: a systematic review and meta-analysis (Endocrine. 2020;70(1):7–15. PMID: 32638212)
หมายเหตุทางการแพทย์
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการเปลี่ยนเร็ว หรือมีภาวะฉุกเฉิน ควรพบแพทย์ทันที
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
อยากรู้ว่าแผนดูแลแบบไหนเหมาะกับคุณ?
ส่งรายละเอียดอาการ ประวัติสุขภาพ ยาหรือหัตถการที่เคยทำ และเป้าหมายที่ต้องการ ทีมงานจะช่วยนัดหมายเพื่อประเมินกับแพทย์
ปรึกษาอาการกับ YOUNIFY Clinic