แพทย์อธิบายภาพกระเพาะและกราฟน้ำหนักบนแท็บเล็ตระหว่างปรึกษาเรื่องการส่องกล้องเย็บกระเพาะลดน้ำหนัก
Weight Management

ESG เย็บกระเพาะ: ลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ทางเลือกสำหรับคนที่ลดน้ำหนักยาก

อ่านบทความ
วันที่20 กรกฎาคม 2569
หมวดหมู่Weight Management
เวลาอ่าน9 นาที
ตรวจทานโดย นพ.นพชัย สิระนาท · โรคทางเดินอาหาร การส่องกล้อง และเวชศาสตร์โรคอ้วน

ESG เย็บกระเพาะ คือการลดน้ำหนักไม่ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง โดยทีมแพทย์ ทำความเข้าใจวิธีการ ใครเหมาะ ลดได้เท่าไหร่ พักฟื้นกี่วัน ที่ YOUNIFY Clinic สีลม

สารบัญ

สรุปสำคัญ

  • ESG (Endoscopic Sleeve Gastroplasty) คือการปรับรูปทรงกระเพาะให้เล็กลงด้วยการส่องกล้องผ่านทางปาก ไม่มีแผลผ่าตัดภายนอกและไม่ตัดกระเพาะออก จึงเป็นหัตถการที่รบกวนร่างกายน้อยกว่าการผ่าตัด
  • โดยทั่วไปลดได้ประมาณ 15–20% ของน้ำหนักตัวใน 1 ปี ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และ ESG เป็นเครื่องมือช่วยให้การปรับพฤติกรรมทำได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ทางลัดที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ
  • ผู้รับบริการส่วนใหญ่มักกลับบ้านได้ในวันเดียวหรือพักสังเกตอาการช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปพักฟื้นประมาณ 1–3 วัน

ESG เย็บกระเพาะ คืออะไร

ESG คือการปรับรูปทรงกระเพาะอาหารให้เล็กลงและแคบลงคล้ายทรงกล้วยหรือทรงท่อ โดยใช้การส่องกล้อง (endoscopy) — กล้องยืดหยุ่นขนาดเล็กที่สอดผ่านทางปากลงไปในกระเพาะ — ร่วมกับอุปกรณ์เย็บเฉพาะทางเพื่อเย็บพับผนังกระเพาะจากด้านในให้มีขนาดเล็กลง

จุดสำคัญที่ทำให้ ESG แตกต่างจากการผ่าตัดกระเพาะแบบดั้งเดิมคือ ไม่มีการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก และไม่มีการตัดกระเพาะออก ทุกอย่างทำผ่านทางปาก ทำให้เป็นหัตถการที่รบกวนร่างกายน้อยกว่า (minimally invasive) เมื่อเทียบกับการผ่าตัด ในหลายกรณี ESG ยังสามารถปรับหรือแก้ไขได้ในอนาคต ต่างจากการตัดกระเพาะที่เป็นการเปลี่ยนแปลงถาวร

ที่ YOUNIFY Clinic หัตถการนี้ทำภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ ด้วยเทคนิคและเครื่องมือที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล

ESG ทำงานอย่างไร ทำไมถึงช่วยลดน้ำหนัก

เมื่อกระเพาะถูกเย็บให้เล็กลง จะเกิดผล 2 อย่างที่ช่วยเรื่องน้ำหนัก

  • อิ่มเร็วขึ้น อิ่มนานขึ้น — เมื่อพื้นที่ในกระเพาะเล็กลง อาหารปริมาณน้อยก็ทำให้รู้สึกอิ่มได้ ควบคุมปริมาณอาหารได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องฝืนหิวตลอดเวลา
  • อาหารเคลื่อนตัวช้าลง — กระเพาะทรงท่อทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น ความรู้สึกอิ่มจึงอยู่ได้นาน ช่วยลดการกินจุบจิบระหว่างมื้อ

ใครเหมาะกับ ESG (BMI และเงื่อนไข)

ESG มักเป็นทางเลือกที่พิจารณาในกลุ่มต่อไปนี้ โดยการประเมินสุดท้ายต้องทำโดยทีมแพทย์ ได้แก่ ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์น้ำหนักเกินถึงอ้วน โดยทั่วไปมักพิจารณาในผู้ที่มี BMI ประมาณ 27–40 ที่ยังลดน้ำหนักด้วยวิธีปรับพฤติกรรมไม่ได้ผลเท่าที่ควร ผู้ที่ยังไม่ต้องการหรือไม่เหมาะกับการผ่าตัดกระเพาะแต่ต้องการทางเลือกที่รบกวนร่างกายน้อยกว่า และผู้ที่มีน้ำหนักเกินร่วมกับภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้อง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดันสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ESG อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะบางอย่างของทางเดินอาหาร เช่น แผลในกระเพาะที่ยังไม่ได้รักษา ภาวะเลือดออกผิดปกติ หรือเคยผ่าตัดกระเพาะมาก่อน ด้วยเหตุนี้ ก่อนตัดสินใจ ทุกคนควรได้รับการตรวจประเมินและปรึกษากับทีมแพทย์เพื่อดูว่าวิธีนี้เหมาะกับร่างกายและเป้าหมายของแต่ละคนหรือไม่

ลดน้ำหนักได้เท่าไหร่ด้วย ESG

คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ “ทำแล้วลดได้กี่กิโล” คำตอบตามข้อมูลทางการแพทย์คือ โดยทั่วไปลดได้ประมาณ 15–20% ของน้ำหนักตัวใน 1 ปี ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

หมายความว่า ถ้าน้ำหนักเริ่มต้น 90 กิโลกรัม ก็อาจลดได้ในช่วงประมาณ 13–18 กิโลกรัมในหนึ่งปี แต่ตัวเลขนี้ไม่ใช่การรับประกัน — ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการปรับพฤติกรรมการกิน การเคลื่อนไหวร่างกาย น้ำหนักตั้งต้น และการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ทีมแพทย์ YOUNIFY เน้นย้ำเสมอคือ ESG เป็นเครื่องมือช่วยให้การปรับพฤติกรรมทำได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วลืมได้ ผู้ที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีและรักษาน้ำหนักได้ในระยะยาว มักเป็นผู้ที่ใช้ช่วงเวลาหลังทำในการสร้างนิสัยการกินและการใช้ชีวิตแบบใหม่ควบคู่ไปด้วย

ขั้นตอน การพักฟื้น และการดูแลหลังทำ

ก่อนทำ: ทีมแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจส่องกล้องตรวจกระเพาะเบื้องต้นเพื่อประเมินความเหมาะสม พร้อมให้คำแนะนำการเตรียมตัว เช่น การงดอาหารก่อนทำ

ระหว่างทำ: หัตถการทำผ่านการส่องกล้องทางปากภายใต้การดูแลเรื่องการระงับความรู้สึกโดยทีมแพทย์ จึงไม่รู้สึกเจ็บระหว่างทำ โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ และเนื่องจากไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก ผู้รับบริการส่วนใหญ่จึงมักกลับบ้านได้ในวันเดียวหรือพักสังเกตอาการช่วงสั้น ๆ

การพักฟื้น: โดยทั่วไปพักฟื้นประมาณ 1–3 วัน ในช่วงแรกอาจมีอาการปวดตื้อ ๆ ที่ท้อง คลื่นไส้ หรือแน่นท้องได้บ้าง ซึ่งมักดีขึ้นตามลำดับ ทีมแพทย์จะดูแลและให้ยาบรรเทาอาการตามความเหมาะสม

การกินหลังทำ: จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากอาหารเหลว อาหารอ่อน แล้วจึงเป็นอาหารปกติในปริมาณที่พอเหมาะ ตามคำแนะนำของทีมแพทย์และนักโภชนาการ พร้อมนัดติดตามผลเป็นระยะ การดูแลต่อเนื่องนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์ยั่งยืน

ESG เทียบกับผ่าตัดกระเพาะ บอลลูน และยากลุ่ม GLP-1

แต่ละวิธีมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน การเลือกควรทำร่วมกับทีมแพทย์ตามสภาพร่างกายและเป้าหมายของแต่ละคน

  • ESG (เย็บกระเพาะผ่านกล้อง): ไม่ผ่าตัด ไม่มีแผลภายนอก ไม่ตัดกระเพาะ พักฟื้นสั้น และในหลายกรณีสามารถปรับได้ เหมาะกับผู้ที่ต้องการทางเลือกที่รบกวนร่างกายน้อยกว่าการผ่าตัด
  • ผ่าตัดกระเพาะแบบ Sleeve: ตัดกระเพาะบางส่วนออกอย่างถาวร มักให้ผลลดน้ำหนักในสัดส่วนที่มากกว่า แต่เป็นการผ่าตัดที่มีแผลและพักฟื้นนานกว่า เหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักมากในเกณฑ์ที่แพทย์พิจารณาว่าจำเป็น
  • บอลลูนในกระเพาะ: ใส่บอลลูนเพื่อลดพื้นที่ชั่วคราว โดยทั่วไปเป็นวิธีชั่วคราวที่ต้องนำออกตามระยะเวลาที่กำหนด ต่างจาก ESG ที่ปรับโครงสร้างกระเพาะเอง
  • ยากลุ่ม GLP-1: ช่วยควบคุมความอยากอาหารและระดับน้ำตาล ใช้ต่อเนื่องภายใต้การดูแลของแพทย์ อาจใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกับหัตถการเพื่อเสริมผลลัพธ์ในบางราย

คำถามที่พบบ่อย

ESG เจ็บไหม?

หัตถการทำภายใต้การดูแลเรื่องการระงับความรู้สึกโดยทีมแพทย์ จึงไม่รู้สึกเจ็บระหว่างทำ หลังทำอาจมีอาการปวดตื้อ ๆ หรือแน่นท้องได้บ้างในช่วงแรก ซึ่งมักดีขึ้นภายในไม่กี่วัน

ต้องนอนโรงพยาบาลไหม พักฟื้นนานแค่ไหน?

เนื่องจากไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก ผู้รับบริการส่วนใหญ่มักกลับบ้านได้ในวันเดียวหรือพักสังเกตอาการช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปพักฟื้นประมาณ 1–3 วัน

ผลลัพธ์อยู่ได้นานไหม ถาวรหรือไม่?

การเย็บกระเพาะช่วยให้ควบคุมอาหารได้ง่ายขึ้น แต่การรักษาน้ำหนักในระยะยาวขึ้นอยู่กับการปรับพฤติกรรมและการดูแลตัวเองต่อเนื่อง ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล

หลังทำกลับมากินได้ปกติไหม?

กลับมากินอาหารได้ตามปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ปริมาณต่อมื้อจะน้อยลงเพราะอิ่มเร็วขึ้น ทีมแพทย์และนักโภชนาการจะแนะนำแนวทางการกินที่เหมาะสม

ESG ต่างจากบอลลูนในกระเพาะอย่างไร?

บอลลูนเป็นการใส่อุปกรณ์ชั่วคราวที่ต้องนำออกตามระยะเวลา ส่วน ESG เป็นการปรับรูปทรงกระเพาะด้วยการเย็บจากด้านใน โดยไม่ต้องใส่อุปกรณ์ค้างไว้

ต้องใช้ยากลุ่ม GLP-1 ร่วมด้วยไหม?

บางรายอาจได้รับคำแนะนำให้ใช้ร่วมกันเพื่อเสริมผลลัพธ์ ขึ้นอยู่กับการประเมินของทีมแพทย์ การใช้ยาต้องอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์เสมอ

แหล่งอ้างอิง

  1. Improvement of Obesity-Related Comorbidities After Bariatric Procedures: A Network Meta-Analysis of Endoscopic Versus Surgical Interventions (Digestive Diseases and Sciences, 2026)

บทความที่เกี่ยวข้อง

Weight Management

ลดน้ำหนักไร้แผลผ่าตัด: ทำไม “ESG” กำลังมาแรงกว่าการผ่าตัดกระเพาะ

งานวิจัยระดับโลกชิ้นใหม่ของ นพ.นพชัย สิระนาท เทียบ 7 หัตถการลดน้ำหนักในผู้ป่วยกว่า 61,000 ราย พบว่า “การส่องกล้องเย็บกระเพาะ” (ESG) ช่วยคุมโรคร่วมได้ดี และเสี่ยงกรดไหลย้อนใหม่ต่ำกว่าการผ่าตัดกระเพาะอย่างชัดเจน โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

Weight Medication

ยาลดน้ำหนักแบบฉีด GLP-1 (Ozempic) ได้ผลจริงไหม ปลอดภัยแค่ไหน ราคาเท่าไร

ไขความจริงเรื่องยาฉีดลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 อย่าง Ozempic/Wegovy และ Mounjaro ว่าได้ผลจริงแค่ไหนตามงานวิจัย ปลอดภัยหรือไม่ ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร และเมื่อไรควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ควบคู่การปรับพฤติกรรมและ ESG เพื่อผลที่ยั่งยืน

Weight Management

น้ำหนักกลับหลัง Sleeve: ทางแก้แบบส่องกล้อง

สรุปงานวิจัยของ นพ.นพชัย สิระนาท เรื่องการดูแลน้ำหนักกลับขึ้นหลังผ่าตัดกระเพาะแบบ sleeve เปรียบเทียบการส่องกล้องแก้ไขกระเพาะกับการผ่าตัดซ้ำ

หมายเหตุทางการแพทย์

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการเปลี่ยนเร็ว หรือมีภาวะฉุกเฉิน ควรพบแพทย์ทันที

อยากรู้ว่าแผนดูแลแบบไหนเหมาะกับคุณ?

ส่งรายละเอียดอาการ ประวัติสุขภาพ ยาหรือหัตถการที่เคยทำ และเป้าหมายที่ต้องการ ทีมงานจะช่วยนัดหมายเพื่อประเมินกับแพทย์

ปรึกษาอาการกับ YOUNIFY Clinic